บทที่ 11 ทำการรักษา
“เจ้าค่ะ รั่วอี้สำนึกผิดแล้ว ต่อไปนี้ลูกจะทำตัวให้ดีไม่ทำให้ครอบครัวเดือดร้อนอีก ส่วนเรื่องตระกูลในเมื่อท่านพ่อบอกว่าเป็นเพราะลูก ลูกจะพยายามหาทางฟื้นคืนตระกูลให้มากที่สุด”
“เหอะ เด็กอย่างเจ้าจะทำอะไรได้ แค่ไม่ทำให้เรื่องเลวร้ายไปมากกว่านี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว”
นัยน์ตาคมกริบตวัดมองหยวนเจิ้นฝู
“อย่างน้อยข้าก็คิดจะทำไม่เหมือนผู้อาวุโสอย่างท่าน ไม่คิดจะทำให้ตระกูลดีขึ้นไม่พอยังคอยแต่หาผลประโยชน์เข้าตัว”
คนฟังสะดุ้ง มองเจียงรั่วอี้เขม็ง
“ที่เจ้าพูดหมายความว่าอย่างไร”
“คำพูดข้าหมายความว่าอย่างไรตัวท่านคงจะรู้ดีที่สุด ในเมื่อท่านไม่คิดหาทางช่วยเหลือแต่ข้าคิดหาทาง ข้าแนะนำให้ท่านเก็บคำพูดของท่านเอาไว้ไม่ต้องเอาออกมาพูดกับข้า”
“เจ้า! ชักจะเหิมเกริมมากเกินไปแล้วนะ!”หยวนเจิ้นฝูปลดปล่อยพลังลมปราณออกมาอย่างเหลืออด
“ผู้อาวุโสหยวนท่านคิดจะทำอะไร!”เจียงเค่อหนิงปล่อยพลังออกมาสกัดกั้น
“ข้าก็จะสั่งสอนนางให้รู้ว่าเด็กควรปฏิบัติตัวเช่นไรต่อหน้าผู้อาวุโส วันหน้าจะได้ไม่กล้าต่อล้อต่อเถียงทำตัวไม่เคารพผู้อาวุโสเช่นวันนี้อีก!”
“ทำไมข้าต้องเคารพ คนปลิ้นปล้อนหน้าไหว้หลังหลอกอย่างท่านไม่มีอะไรให้ข้าต้องเคารพ!!”
“พอได้แล้ว!”
“ท่านหมอมาแล้วขอรับ!”
สองเสียงประสานกันทำให้บรรยากาศคุกรุ่นภายในห้องหยุดชะงัก หมอชราเดินเข้ามามองซ้ายทีขวาที หัวคิ้วขมวดเข้าหากัน
“พวกท่านทั้งหมดออกไปด้านนอก ในห้องมีคนป่วยไม่ได้รับอนุญาตให้ปลดปล่อยพลังปราณออกมารบกวนการรักษา”
ทั้งสองคนมองหน้าหมอชราแล้วเก็บพลังกลับคืน เจียงรั่วอี้แลบลิ้นปลิ้นตาใส่หยวนเจิ้นฝู
นี่ยังน้อยไปกับสิ่งที่เขากระทำต่อตระกูลเจียง
ถึงเธอจะอ่านนิยายไม่จบเพราะรู้สึกว่าเนื้อหากระโดดไปมาเนื้อหาบางส่วนขาดหายไม่ค่อยปะติดปะต่อกันแต่ก็พอจำรายละเอียดบางอย่างได้ ถึงแม้ว่าตอนนี้จะไม่แน่ใจแล้วว่าความรู้จากนิยายจะยังสามารถใช้งานได้อยู่หรือไม่ก็ตาม
หยวนเจิ้นฝูมองท่าทางยียวนของนางด้วยใจร้อนเป็นไฟ ชายชราเก็บความรู้สึกอัดอั้นตันใจนี้ไว้ หันสายตามองหมอชรา
“ท่านหมออาการเฟยหยาเป็นอย่างไรบ้าง”เจียงเค่อหนิงเอ่ยถาม
หมอชราส่ายหัว
“อาการหนักหนามาก”
“แล้วบุตรชายข้าจะฟื้นเมื่อใดหรือขอรับ”
“ดูจากอาการแล้วอีกสามถึงห้าวันถึงจะฟื้น แต่หากพ้นห้าวันแล้วยังไม่ฟื้น...”หมอชราเงียบปาก เงยหน้ามองผู้นำตระกูลเจียง
“ท่านหมอพูดออกมาเถิดขอรับ”
“หากภายในสามถึงห้าวันยังไม่ฟื้น มีความเป็นไปได้มากว่าคุณชายเจียงจะตื่นขึ้นมาและกลายเป็นคนไร้ประโยชน์”
“ท่านหมอ...ทะ...ท่านพูดจริงหรือขอรับ”เจียงเค่อหนิงจวนเจียนจะเซล้ม แต่ยังดีที่กลับมายืนอย่างมั่นคงได้ทัน
“หมอไม่อาจทิ้งจรรยาบรรณได้ ที่ข้าพูดคือเรื่องจริง”
“ท่านผู้นำตระกูล!/ท่านพ่อ!”
เจียงเค่อหนิงแทบล้มทั้งยืน
สายตาเหนื่อยล้าสิ้นหวังของชายวัยกลางคนหันมองบุตรชาย เพราะตนอ่อนแอพอไม่มีบิดาก็ไม่สามารถนำพาตระกูลให้ดีได้
หากเขามีความสามารถมากกว่านี้ เก่งกาจมากกว่านี้ เกิดมาเป็นนักหลอมโอสถเหมือนบิดาไม่ใช่ผู้ฝึกปราณ บางทีตระกูลเจียงคงไม่ตกต่ำหลังตกมาอยู่ในการดูแลของตน
“ท่านหมอหากพี่ใหญ่สามารถตื่นขึ้นมาได้ภายในสามวันห้าวันจะยังกลายเป็นคนไร้ประโยชน์อยู่หรือไม่เจ้าคะ”
ขณะบรรยากาศอึมครึมเศร้าหมองปกคลุมทั่วห้องเจียงรั่วอี้กลับถามขึ้นราวกับว่าเรื่องที่ได้ยินเมื่อสักครู่ไม่ได้หนักหนาอันใด
“ยังสามารถกลับมาฝึกปราณได้ ถึงจะยากลำบากกว่าเดิมเล็กน้อยแต่ก็ไม่มีทางกลายเป็นคนไร้ประโยชน์”
“ขอบคุณท่านหมอมากเจ้าค่ะ รบกวนช่วยจัดเทียบยาให้พี่ใหญ่ด้วยนะเจ้าคะ”
หมอชรามองเด็กสาวตรงหน้า
ไม่ใช่คนเขาลือไปทั่วว่าบุตรสาวคนเล็กตระกูลเจียงเป็นคนร้ายกาจหรือ เท่าที่ตนได้สัมผัสเด็กสาวตรงหน้าเป็นคนนิสัยน่าคบหาคนหนึ่ง บรรยากาศรอบกายสะอาดสดชื่นไม่เหมือนเด็กสาวนิสัยชั่วร้ายเลยสักนิด
มิหนำซ้ำยังดูใจเย็น มีสติมากกว่าผู้ใหญ่บางคนเสียอีก
“ได้ ข้าจะจัดเทียบยาให้ ส่วนจะช่วยได้มากน้อยแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับเจ้าตัวแล้ว”
“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ ผู้น้อยขอออกไปส่งท่านหมอด้วยตัวเองนะเจ้าคะ”
“ได้สิ แต่ก่อนหน้านั้นคงต้องรักษาอาการบาดเจ็บของเจ้าเสียก่อน”
คำพูดหมอชราทำให้คนในห้องพึ่งจะสังเกตเห็นว่าเสื้อผ้าเจียงรั่วอี้เปื้อนไปด้วยเลือด อีกทั้งบริเวณแขนข้างหนึ่งยังปรากฏรอยแผลเป็นทางยาว
“รั่วอี้แขนเจ้าไปโดนอะไรมา”เจียงเค่อหนิง
“ไม่มีอะไรมากเจ้าค่ะ แค่หกล้มเล็กน้อย”
“...”
มีเพียงคนโง่เท่านั้นที่จะเชื่อว่าแผลนี้ได้มาจากการหกล้ม ทว่าในเมื่อนางไม่คิดบอกเหตุผลก็ไม่มีใครคะยั้นคะยอต้องการคำตอบ ทุกคนรู้ดี เรื่องอะไรที่นางไม่คิดเอ่ยปาก ไม่ว่าใครก็ทำให้พูดออกมาไม่ได้
การแสดงออกของคนในครอบครัวทำหมอชราขมวดคิ้ว ต้องเป็นครอบครัวที่ไม่สนใจกันขนาดไหนถึงมองบาดแผลใหญ่ขนาดนี้ไม่เห็น
เจียงเค่อหนิงรู้สึกละอายใจต่อสายตาของหมอชรา
เขาไม่ได้สนใจมองจริง ๆ เพราะมัวแต่เป็นห่วงบุตรชายคนโต แถมท่าทางของเจียงรั่วอี้ก็ไม่เหมือนคนบาดเจ็บ
“แม่หนูขยับเข้ามาใกล้ข้าสิ ข้าจะจัดโอสถและพืชวิญญาณที่เหมาะสมให้พี่ใหญ่เจ้าหลังรักษาบาดแผลให้เจ้าเรียบร้อยแล้ว”
เจียงรั่วอี้ยิ้มแห้ง
หมอชราพูดขนาดนี้แล้ว หากเธอไม่ทำตามโอกาสที่จะได้รักษาเจียงเฟยหยาคงล่าช้าออกไป จึงยอมขยับเข้าใกล้ปล่อยให้อีกฝ่ายรักษาอย่างที่ต้องการ
